วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แนวคิดและทฤษฎี Elton Mayo

สรุป : แนวคิดและทฤษฎี Elton Mayo

Elton Mayo  บิดาการบริหารงานแบบมนุษย์สัมพันธ์

*   หลักการ/แนวคิด/ประวัติความเป็นมา
Elton Mayo เป็นนักสังคมวิทยาทำงานอยู่ฝ่ายการวิจัยอุตสาหกรรมของฮาร์วาร์ด (The Department of Industrial Research at Harvard) เขาได้ชื่อว่าเป็น “บิดาของการจัดการแบบมนุษยสัมพันธ์ หรือ การจัดการแบบเน้นพฤติกรรมศาสตร์” เขาและเพื่อนร่วมคณะวิจัย ได้แก่ John Dewey, Kurt Lewin, F.J. Roethlisber และ W.J. Dickson ได้ทำการศึกษาทัศนคติและปฏิกิริยาทางจิตวิทยาของคนงานการทำงานตามสถานการณ์ที่ต่างกันตามที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นที่ Western Electric’s Hawthorne Plant (1927 - 1932) ในการทดลองของเขาและคณะได้แบ่งการทดลองเป็นระยะต่อเนื่องกัน
*   เครื่องมือนี้คืออะไร/มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
Hawthorne Studies เป็นการทดลองวิจัยในโรงงาน Western Electric Company ในปี ค.ศ. 1927-1932 โดยทีมงาน Hawthorne ภาย ใต้การนำของ Mayo ประกอบด้วยการวิจัยทดลอง 3 เรื่องใหญ่ :
ศึกษาสภาพห้องทำงาน (Room Studies),การสัมภาษณ์ (Interview Studies) และ การสังเกตการณ์ (Observation Studies) ·      
*   สรุปผลการศึกษา Hawthorne
§  ปัจจัยด้านปทัสถานทางสังคม เป็นตัวกำหนดปริมาณผลผลิตไม่ใช้ปัจจัยด้านกายภาพ
§  ความคิดที่ว่าคนเห็นแก่ตัว ต้องการเงินค่าตอบแทนมากๆเป็นการมองแคบๆ
§  พฤติกรรมของคนงานถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม
สนับสนุนให้มีการทำวิจัยด้านผู้นำต่างๆ ผู้นำต้องเปิดโอกาสให้คน ในองค์การเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
*   แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ  Elton  Mayo สาระสำคัญ 
1.แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ได้แก่ 1.1) การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 1.2)ทฤษฎีสามมิติของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 1.3) การสนับสนุนจากสังคม
2.ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ได้แก่ 2.1) รู้จักและไว้วางใจผู้อื่น 2.2) รู้จักการติดต่อบุคคลอย่างตรงไปตรงมา 2.3) การยอมรับและสนับสนุนซึ่งกันและกัน 2.4) การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
3.การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา ได้แก่ 3.1) การทำงานมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย 3.2) ให้อิสระในการคิดแกไขปัญหาแก่ผู้ร่วมงาน 3.3) ให้ผู้ร่วมงานเกิดศรัทธา 3.4) ให้รู้จุดมุ่งหมายของงาน 3.5) ความสำเร็จของงานเป็นของทุกคน 3.6) สร้างความสัมพันธ์ให้ผู้เข้าร่วมงานเกิดความรักผูกพัน 3.7) มอบหมายงานที่เขาพอใจสนใจและอยากทำ 3.8) ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน
3.9.ให้ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม 3.10) การทำงานควรมีการประชุมปรึกษาหารือกัน 3.11) ให้เขามีความรู้สึกรับผิดชอบและรักษาผลประโยชน์ 3.12) ส่งเสริมให้พนักงานมีความก้าวหน้า
4.การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ได้แก่ 4.1) เมื่อเพื่อนพูดให้รับฟังอย่างเต็มใจ 4.2)ให้ความเป็นกันเองและเป็นมิตร 4.3) ยกย่องชมเชยเพื่อนร่วมงานด้วยความจริงใจ 4.4) อย่าแสดงว่าตนเหนือกว่าเพื่อนร่วมงาน 4.5) มีความจริงใจเสมอต้นเสมอปลาย 4.6) ให้ความช่วยเหลือเมื่อมีทุกข์ร้อน 4.7) มีโอกาสในการพบประสังสรรค์นอกเวลาทำงาน 4.8.ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมงาน 4.9) ไม่โยนความผิดหรือซัดทอดความผิดให้กับเพื่อนร่วมงาน 4.10) ใจกว้างและยอมรับความสามารถของเพื่อนร่วมงาน
5.การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตามหลักพุทธรรม 3 หมวด ได้แก่ 5.1) ฆราวาสธรรม 4    สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ 5.2) สังคหวัตถุ 4 ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมนัตตา 5.3.พรหมวิหาร 4 เมตตา  กรุณา มุทิตา อุเบกขา
6.การสร้างทีม ได้แก่ 6.1) มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก 6.2) สมาชิกเข้าใจบทบาทของตน 6.3) สมาชิกเข้าใจในกติกา กฎระเบียบ 6.4) การติดต่อสื่อสารที่ดี 6.5) มีการสนับสนุนระหว่างสมาชิก 6.6) สมาชิกเข้าใจกระบวนการทำงาน 6.7) สมาชิกมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 6.8) มีความร่วมมือในการทำงาน 6.9) มีการเพิ่มพูนทักษะความรู้ความสามารถ 6.10) มีความรู้สึกพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
7.บทบาทของสมาชิกในทีม ได้แก่ 7.1) บทบาทของแต่ละคนในทีม 7.2) พฤติกรรมในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 7.3) บทบาทของพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม
8.ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 8.1) ความจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบและผูกพัน 8.2) ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ 8.3) ความจำเป็นต้องพัฒนาความเข้าใจ 8.4) มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทีมงาน
9.การสร้างความสัมพันธ์ในทีมงาน ได้แก่ 9.1) ให้เกิดความรับผิดชอบในทีม 9.2) ให้เกิดความร่วมมือในการทำงานและปทัสถานสังคม 9.3) ให้เกิดความเข้าใจในการเผยแพร่ข่าวสาร 9.4) ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน 9.5) มีการแข่งกันในการบริหาร 9.6) ไม่มีการแบ่งแยกศาสนา 9.7) ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ
10.แรงจูงใจในการทำงาน ได้แก่ 10.1) แรงจูงใจในการทำงานและบริหารงานบุคคล 10.2) ปัจจัยของแรงจูงใจในการทำงาน 10.3) แรงจูงใจกับความต้องการของบุคคล 10.4 ทฤษฎีแรงจูงใจต่าง ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้
 
 
เรียบเรียงโดย : นส.วรรณพรรณ รักษ์ชน (DBA04@SPU No.55560319)

สรุป : Framework Management Tool Box ด้าน Leading : Networking

สรุป : Framework Management Tool Box ด้าน Leading : Networking

 

ทฤษฎีและแนวคิดการสร้างเครือข่าย

 “Networking & Partnership เป็นหัวใจที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ในทุกวันนี้ 2 คำนี้ มีหลายคนให้คำจำกัดความว่า หมายถึง หุ้นส่วนการลงทุน แต่สำหรับบริษัทแล้ว Networking ถือเป็นเรื่องสัมพันธภาพ”
การสร้างเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ คือ 1) ต้องรู้จักออกไปพบคนอื่น  2) รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อเข้าพบผู้อื่น  3) อย่าทำให้คนอื่นรู้สึกเกรงกลัวที่จะเข้ามาหาเรา  และ 4)  ต้องทำให้คู่สนทนารู้สึกดีกับตัวเรา นั่นเอง

ข้อปฏิบัติในการสร้าง Networking คือ

1)  ไม่ต้องใช้วัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือการศึกษา
2)  ไม่ต้องใช้ทุนสูง มันเป็นเพียงการเข้าไปให้ถึงคนที่ควรรู้จัก
3)  ไม่ต้องใช้เวลาสูง ใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสร้างสัมพันธภาพ
4)  ไม่ต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรสูง ใช้เพียงปากกาและนามบัตร

การตลาดแบบเครือข่าย (Networking Market) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการนำระบบเครือข่าย หรือการสร้างเครือข่ายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ การนำเสนอและการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุด อันจะเห็นได้จาก ธุรกิจขายตรงที่เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย เช่น การขายประกันชีวิต แอมเวย์ มิสทีน เป็นต้น หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า การขายตรง
  
ปรัชญาการสร้างเครือข่าย  
          การสร้างเครือข่ายต้องคำนึงถึงเสมอว่า“เครือข่าย”  เป็นกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์   ซึ่งการสร้างเครือข่ายต้องมี LINK หมายถึง “การเชื่อมโยง”
                  L – Learning การเรียนรู้
                  I – Investment การลงทุน
                 N – Nature การฟูมฟักบำรุง
          G (K) – Give การรักษาสัมพันธภาพ
  
การตลาดแบบเครือข่ายคืออะไร?
การตลาดแบบเครือข่าย (Network Marketing) เป็นวิธีการนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุด แต่แท้ที่จริงแล้ว จะมีวิธีพื้นฐานแค่ สามวิธีในการเคลื่อนไหวผลิตภัณฑ์ นั่นคือ
1)  การขายปลีก ซึ่งทุกๆท่านคงจะรู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
2)  การขายตรง  พอจะยกตัวอย่าง  ได้แก่  การขายประกัน  เครื่องครัว  สารานุกรม  สาวมีสทีน  สาวเอวอน  ปาร์ตี้ทัพเปอร์แวร์ที่บ้าน  ฯลฯ  เหล่านี้เรียกว่าการขายตรง
3)  การตลาดแบบเครือข่าย  คือการสร้างองค์กรเครือข่ายสมาชิก  ซึ่งมักถูก  นำไปใช้และสับสนกันกับการขายตรงอยู่เสมอ

หลักการสร้าง Network ที่ดี มีดังนี้

1) เป็นคนที่ชอบคบหาสมาคมกับคนหลายๆ กลุ่ม ต้อง"ชอบคน" ต้องถามตนเองก่อนว่า ตนเองจะเป็นคนแบบไหนต่อไป คนมีหลายชนิด อาจอยากเป็นนักวิจัย โดยไม่คบใครเลยต่อไปก็ได้
2) มีโลกทัศน์ที่กว้าง คือ มีความรู้ในหลาย ๆ ด้าน
3) พร้อมที่จะเรียนรู้ การคบใครซักคน ต้องพร้อมจะเรียนรู้จากเขา จึงจะประสบความสำเร็จสูงสุด "พร้อมจะเรียนรู้" ถือว่าสำคัญที่สุด เป็นความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น อุปสรรคอันใหญ่ที่สุด คือ พูดข้างเดียว มั่นใจในตนเองสูงเกินไป จึงต้องรู้จักฟังก่อน ฟังแล้วจะออกความเห็นก็ได้ ความมีเสน่ห์ ไม่ได้อยู่ตรงที่ "ฉันรู้คนเดียว"
4) มีบุคลิกที่เข้ากับคนง่าย
5) รู้จักศึกษาบุคคลที่อยากจะรู้จัก เช่น ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง และวิถีชีวิตของเขา "การศึกษาเขาก่อน มันดึงดูดความสนใจได้เร็ว"
6) มีการติดตามการสร้างเครือข่ายให้ได้ผลสูงสุด เช่น เมื่อแจกนามบัตรไปแล้ว ต้องติดต่อ องค์ประกอบที่ทำให้การสร้าง Networking และ Partnership ให้ได้ผล ต้องเรียนรู้เรื่องของการความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม (Cross Cultural Management) รวมถึงการใช้ภาษาที่เหมาะสม ทันเหตุการณ์

  

เรียบเรียงโดย : นส.วรรณพรรณ รักษ์ชน (DBA04@SPU No.55560319)

สรุป : Framework Management Tool Box ด้าน Planning : Strategic Matrix

สรุป : Framework Management Tool Box ด้าน Planning : Strategic Matrix


  • เมทริกซ์ยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายเพื่อแก้ปัญหานำไปใช้ในกรณีศึกษา Each case study has been deconstructed, filtering out important information on the main constraints and corresponding solutions of the business model. กรณีศึกษาแต่ละชิ้นส่วนได้รับการกรองออกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับข้อ จำกัด หลักและโซลูชั่นที่สอดคล้องกันของรูปแบบธุรกิจ
  • The strategy matrix can help entrepreneurs and analysts scan possible solutions to the constraints they face. เมทริกซ์กลยุทธ์สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการและนักวิเคราะห์สแกนโซลูชั่นที่เป็นไปได้ที่จะ จำกัด พวกเขาเผชิญ It is crucial to note that successful inclusive business models typically combine several strategies to address several constraints. มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทราบว่ารูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักจะรวมรวมหลายกลยุทธ์เพื่อที่อยู่ข้อ จำกัด หลายประการ To get from broad strategies to focused solutions one must not only identify each local constraint, but also understand its dynamics in the market. จะได้รับจากกลยุทธ์ในวงกว้างเพื่อแก้ปัญหาที่เน้นการอย่างใดอย่างหนึ่งต้องไม่เพียง แต่ระบุแต่ละข้อ จำกัด ในประเทศ แต่ยังทำความเข้าใจพลวัตในตลาด
  • The Strategy Matrix allows readers to learn about experiences from a certain case with an increasing level of detail, starting at the broad categories or constraints and solution approaches and ending in a full-length case study. เมทริกซ์กลยุทธ์ช่ว​​ยให้ผู้อ่านเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์จากกรณีที่มีบางระดับที่เพิ่มขึ้นของรายละเอียดเริ่มต้นที่ประเภทกว้างหรือข้อ จำกัด และแนวทางการแก้ปัญหาและสิ้นสุดในกรณีศึกษาความยาวเต็ม In this way, you can zoom in on the challenge or innovation that is most relevant to your specific situation. ด้วยวิธีนี้คุณสามารถซูมในความท้าทายหรือนวัตกรรมที่เป็นที่สุดที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ
แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์
  •     การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy formulation) เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความสำเร็จในการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ในแต่ละองค์การ ทาให้ผู้บริหารสามารถกำหนดเป้าหมายขององค์ การได้ ตลอดจนสามารถรู้ถึงทิศทางขององค์การในอนาคต โดยการนาข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ มาจัดทาเป็นกลยุทธ์ในระดับและรูปแบบต่างๆ รวมทั้งประเมินและคัดเลือกว่ากลยุทธ์ใดมีความเหมาะสมกับองค์การมากที่สุด ผลจากการวิเคราะห์เชิง กลยุทธ์และการกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะนาไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) การกำหนดกลยุทธ์จะเริ่มต้นจากการกำหนดจุดมุ่งหมายขององค์การ ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์
  •  
  •     การกำหนดกลยุทธ์จึงมีความสำคัญมากต่อจุดหมายปลายทางในอนาคต การประมวลข้อมูลทั้งหมดจากการวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Portfolio approach) โดยเฉพาะการวิเคราะห์ SWOT จะนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในระดับองค์การโดยรวม (Corporate-level strategy) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลัก (Grand strategy) ที่ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรนำกลยุทธ์ใดไปดาเนินการ โดยมีบรรทัดฐานในการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ ดังนี้คือ
          1)  กลยุทธ์ต้องตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก
          2)  กลยุทธ์ที่ดีต้องคำนึงถึงการรักษาสถานภาพ และความได้เปรียบในการแข่งขัน
          3)  กลยุทธ์แต่ละด้านต้องมีความสอดคล้องกัน
          4)  กลยุทธ์ที่ดีต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่น
          5)  กลยุทธ์ต้องสอดคล้องกับพันธกิจและเป้าประสงค์
          6)  กลยุทธ์ที่ดีต้องมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน
  
เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์  ดังนี้

                            1. เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ระดับองค์การ หลังจากได้วิเคราะห์ลักษณะโดยทั่วไปขององค์การแล้วและได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกในรูปของ SWOT analysis แล้ว มีเทคนิคที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ระดับองค์การ ดังนี้
1.1 เมททริกซ์ทาวซ์ (TOWS matrix)
1.2 เมททริกซ์ประเมินกลยุทธ์และตำแหน่ง (The strategic position and action evaluation matrix: SPACE matrix)
1.3 เมททริกซ์กลุ่มปฏิริยาบอสตัน (BCG matrix)
1.4 เมททริกซ์กลยุทธ์หลัก (The grand strategy matrix)

2. เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจ การนำเทคนิคต่างๆ มาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจนี้เน้นการนำปัจจัยทางธุรกิจมาพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยเทคนิคต่างๆ ดังนี้
2.1 เมททริกซ์การเจริญเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาด (Growth-Share matrix)
2.2 เมททริกซ์ความดึงดูดทางอุตสาหกรรม-จุดแข็งของธุรกิจ (Industry attractiveness- business strength matrix)
2.3 เมททริกซ์วงจรชีวิตตลาด-จุดแข็งในการแข่งขัน (The market life cycle-competitive strength matrix)

3. เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ เป็นวิธีการที่ยึดหลักการสร้างคุณค่าของบริษัทและธุรกิจในสายตาลูกค้า (Customer value) ซึ่งค่านิยมพื้นฐานของลูกค้า มี 3 ประการ คือ ต้องการสินค้าหรือบริการที่ดีกว่า ถูกกว่า และรวดเร็วกว่า

  ความสำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อการดำเนินงานดังนี้
          1. ช่วยให้องค์กรมีกรอบและทิศทางที่ชัดเจน
          2. ช่วยให้ผู้บริหารคิดอย่างเป็นระบบ
          3. ช่วยสร้างความพร้อมให้องค์กร
          4. ช่วยสร้างประสิทธิภาพในการแข่งขัน
          5. ช่วยให้การทำงานเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติหน้าที่
          6. ช่วยให้องค์กรมีมุมมองที่ครอบคลุม

 
  
เรียบเรียงโดย : นส.วรรณพรรณ รักษ์ชน (DBA04@SPU No.55560319)
 

Part 5 : The relationship between flexibility, strategic planning and organizational performance.

                                               

ขั้นที่ 5 The relationship between flexibility, strategic planning and organizational performance.


Source : (Rudd et al, 2008)
 
Fig.5 : The relationship between flexibility, strategic planning and organizational performance.
 
          ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่น การวางแผนกลยุทธ์ และการวัดผลองค์กรความยืดหยุ่นหมายถึงอะไรก็ตามที่เป็นขอบเขตใหม่และทางเลือกการตัดสินใจถูกใช้ระหว่างการวางแผนกลยุทธ์และเป็นขอบเขตที่มีความยืดหยุ่นก็จะเป็นโอกาสทางบวกต่อองค์กรและทำให้องค์กรสามารถปรับตัวขององค์กรกับสภาพแวดล้อมและความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อม (Daft, 2009; Rudd et al,2008; Combe and Greenley, 2004; Grewal and Tansuhaj, 2001)


Part 4 : QSPM : Quantitative Strategic Matrix

ขั้นที่ 4 QSPM : Quantitative Strategic Matrix


                                                                                                   Source : (David, 2003)

                                                   Fig. 4 : QSPM : Quantitative Strategic Matrix      

การใช้กลยุทธ์ให้เกิดผล (Strategy Implementation)

           หลังจากกำหนดกลยุทธ์แล้วมักจะมีการกำหนดโปรแแกรมตามมา การกำหนดกลยุทธ์ที่ดีต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้ สำหรับการนำกลยุทธ์ไปใช้ให้เกิดผลควรทำตามเครื่องมือดังต่อไปนี้

          - โครงสร้างองค์กรควรมีอยู่ในกลยุทธ์
          - ความร่วมมือทางด้านทักษะ ทรัพยากร และความสามารถองค์กรควรอยู่ในระดับสำคัญ
          - ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้อยู่ในกลยุทธ์ใหม่ขององค์กรด้วย
          - ความร่วมมือและเห็นอกเห็นใจของผู้จัดการและลูกจ้างของแต่ละแผนกและหน่วยงานขององค์กร (Rezaian, 2008)

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

Part 3 : Analysis of “strength-weakness, opportunity-threat”.

Fig. 3: Analysis of “strength-weakness, opportunity-threat”. Source: (Rezaian, 2008)


                    ในการบริหารจัดการองค์กร/ธุรกิจนั้น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของธุรกิจ มีส่วนช่วยให้การวางแผนธุรกิจประสบความสำเร็จมากยึ่งขึ้น  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจประกอบด้วย
                    1.  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน หรือปัจจัยที่เกิดจากสภาพภายในองค์กร (Organization) ประกอบด้วย การวิเคราะห์จุดแข็งขององค์กร (Organization's strength) และการวิเคราะห์จุดอ่อนขององค์กร (Organization's weakness)
                    2.  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร หรือปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อธุรกิจ (Environment) ประกอบด้วย การวิเคราะห์โอกาส (Environment's opportunity) และการวิเคราะห์อุปสรรค์ขององค์กร (Environment's threat)

                    SWOT เป็นอีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด ประกอบด้วย S = Strength, W = Weakness, O = Opportunity และ T = Threat

                    S = Strength  คือ ทรัพยากรของหน่วยงานที่แสดงว่ามีอยู่เพียงพอ เป็นประโยชน์ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ในเชิงได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
                    W = Weakness  คือ ทรัพยากรที่ขาดแคลนของหน่วยงาน หรือข้อจำกัด ความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด
                    O = Opportunity คือ สถานการณ์ที่สร้างโอกาสทางการตลาด ส่งผลเชิงบวกกับองค์กร/ธุรกิจ
                    T = Threat คือ สถานการณ์ที่ส่งผลทางลบ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เช่น กฎหมาย การตเติบโตของตลาด


by  AppleWon

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Part 2 : Step of strategic planning process

               กลับมาพบกันอีกครั้งแล้วนะค่ะ กับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน Blog ของ AppleWon ในวันนี้จะขอพูดถึง ขั้นตอนของกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ (Step of strategic planning process) ของ Rezaian, 2008 ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังภาพประกอบ Fig. 2


Fig. 2 : Step of strategic planning process


ขั้นตอนที่ 1 :  การกำหนดพันธกิจขององค์กร (Formulation organization's mission)
               เป็นการกำหนดกรอบ ขอบเขต หรือบทบาท หน้าที่ ในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์กร หรือกิจการ ที่ต้องการบรรลุจุดหมายขององค์กร ทั้งนี้การกำหนดพันธกิจขององค์กรทำให้เราทราบถึงคู่แข่งขันและสามารถกำหนดกลยุทธ์ต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 :  การกำหนดเป้าประสงค์หรือเป้าหมาย (Goal setting)
               เป็นสิ่งที่หน่วยงานต้องการให้บรรลุ หรือเป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อระบุช่วงระยะเวลา กิจกรรม นำไปสู่การกำหนดนโยบายและแผนงาน

ขั้นตอนที่ 3 : การประเมินสภาพแวดล้อมขององค์กร (Evaluation of organizational resources & environmental opportunities and threats)
               เป็นการประเมินสถานการณ์๋ หรือสภาพแวดล้อมขององค์กร หรือกิจการ เพื่อให้ทราบถึงสถานะการณ์ที่อาจส่งผลกระทบทั้งในแง่ดีหรือส่งผลลบต่อองค์กร โดยใช้เครื่องมือ SWOT Analysis ในการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
               S  =  Strength  คือ จุดแข็งหรือความแข็งแกร่งขององค์กร
               W  =  Weakness  คือ  จุดอ่อนหรือข้อด้อยขององค์กร
               O  =  Opportunities  คือ  โอกาสหรือปัจจัยเกื้อหนุนจากภายนอกองค์กร
               T  =  Threats  คือ  อุปสรรคหรือภัยคุกคามจากภายนอกองค์กร 

ขั้นตอนที่ 4 :  การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy formulation)
               เป็นสิ่งที่องค์กร หรือกิจการ กำหนดขึ้นเพื่อสร้างเครื่องมือ แผนการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์หรือเป้าหมาย ในการกำหนดกลยุทธ์นั้นต้องสอดคล้องกับความสามารถขององค์กร ควรกำหนดให้ทีความท้าทายและตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกองค์กร

ขั้นตอนที่ 5 :  การดำเนินการหรือปฏิบัติตามกลยุทธ์ (Strategy implementation through operational program)
               เป็นการนำกลยุทธ์ หรือแผนงานที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนที่ 4 มาปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร การดำเนินงานตามแผนดังกล่าวอาจส่งผลดีหรือผลเสียต่อองค์กร ขึ้นอยู่กับการร่วมแรงรวมใจของบุคลากร การสื่ออสาร หรือสิ่งสนับสนุนต่างๆ  ที่เอื้อต่อการดำเนินงาน

ขั้นตอนที่ 6 :  การประเมินผลกลยุทธ์ (Evaluating and choosing alternative strategy)
               เป็นขั้นตอนการประเมินและติดตามผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่องค์กร หรือกิจการกำหนด ว่าบรรลุตามเป้าหมายตามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่ ตลอดจนปัญหา หรืออุปสรรค์ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน และนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับปรุง ในการกำหนดทิศทางหรือการจัดทำแผนขององค์กรต่อไป

               จากกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ ทั้ง 6 ขั้นตอน จะประสบความสำเร็จได้ด้วยดีนั้น ผู้บริหารต้องอาศัยประสบการณ์  การเลือกเครื่องมือ สิ่งสนับสนุน ทรัพยากรที่มีอยู่สอดคล้องกับความสามารถขององค์กร และสถานะการณ์ขององค์กร หรือกิจการ , พบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

By AppleWon


เรียบเรียงโดย : นส.วรรณพรรณ รักษ์ชน (DBA04@SPU No.55560319)